วันเสาร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2555

คู่กันแล้ว@แคล้วกันแระ?



มันน่าประหลาดนัก เมื่อคนที่เคยรักกันหวานชื่น ต้องมีวันเลิกรา หันหลังให้กันอย่างไม่มีทางให้อภัย แปลกจริงๆ พวกเขาขัดแย้งกันด้วยเรื่องอะไร... ทำไมจึงรุนแรง ลุกลามใหญ่โต จนทนอยู่ร่วมชายคากันต่อไปอีกไม่ได้แล้ว... ทั้งที่บางคู่ได้ผ่านพิธีแต่งงานใหญ่โต และเคยสวีทกันจนเป็นที่น่าอิจฉา... บางคู่ก็มีบุตรธิดาแสนน่ารักเป็นสายใยผูกพัน ครอบครัวดูพร้อมพรั่ง ไม่น่าจะมีอะไรเป็นส่วนขาดส่วนเกิน... อนิจจา!!


คนเรา ต่างก็มีข้อดีข้อเสียของตัวเอง มีอารมณ์อ่อนไหวสุนทรีในยามผ่อนคลาย และมีจิตใจก้าวร้าวร้ายกาจเมื่อถูกกระตุ้นให้โกรธจัดด้วยกันทั้งนั้น... เพียงแต่จะสามารถหยั่งรู้หรือเข้าใจในอารมณ์ตน ณ ปัจจุบันขณะได้หรือไม่เท่านั้น... บ่อยครั้งที่ความโมโหสุดขีด ทำลายความรู้สึกดีๆ ให้ย่อยยับไปในพริบตา แล้วก็ไม่นำพาที่จะแก้ไข ไม่ขอโทษ ไม่ให้อภัย.... รวมถึงไม่พยายามทำให้อะไร ๆ มันกลับไปดีได้ดังเดิม... จึงเป็นเรื่องน่าเสียดายยิ่งนัก... อุตส่าห์ได้รับความรัก ได้มีคนดีๆ มารัก ต่างก็ใจตรงกันคือเลือกที่จะใช้ชีวิตคู่ร่วมกันแล้วทั้งที... ขณะที่คนอื่นๆ อีกมากมายยังไม่ได้รับโอกาสดีๆ เช่นนั้น!


แล้ว... หลายๆ คู่ที่ยังครองรักกันได้เนิ่นนานโดยไม่มีทีท่าว่าจะยุติความสมพันธ์ฉันท์คู่รักล่ะ พวกเขามีเคล็ดลับอะไรบ้าง... นี่ก็น่าสนใจไม่น้อย สำหรับคนโสดและไม่โสดทั้งหลาย...

ในต่างประเทศ มักจะมีจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา เปิดบริการให้คำปรึกษาปัญหาครอบครัวเป็นจำนวนมาก... เมื่อได้รับฟังการระบายความอัดอั้นที่ทับถมในใจมาช้านานของผู้รับบริการ บ่อยครั้งที่มันออกจะดูเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยสำหรับคนอื่น ตัวอย่างเช่นคู่ของ “แมน กับ ลินดา”

“ผมไม่เข้าใจ และไม่ต้องการจะมานั่งแก้ไขอดีตวัยเด็กของลินดา” แมน ผู้เป็นสามี กล่าวขึ้นอย่างเหลืออด... “ผมรู้ดีว่าตอนเด็กๆ เธอเคยถูกทอดทิ้ง แต่ผมไม่ใช่พ่อแม่ของเธอนะครับ แล้วเธอก็ต้องหยุดไม่ไว้ใจผมเสียที”

“ฉันก็ไม่ต้องการเป็นลูกตุ้มคอยถ่วงอยู่ตลอดเวลาหรอก เพราะคุณคงช่วยแก้ไขอดีตที่เลวร้ายของฉันไม่ได้” ลินดาโต้ตอบออกไป “คุณไม่สนใจฉันเลย ชอบทิ้งฉันเสมอเวลาที่อยู่กลางผู้คนในวงสนทนา” เธอพร่างพรูความรู้สึก ด้วยน้ำตาคลอเบ้า...

ทั้งคู่ต่างก็พูดถูก... แมนไม่สามารถแก้ไขอดีตของลินดาได้ แต่ก็น่าจะช่วยลดอาการหวั่นวิตกหรือหวาดกลัวการถูกทอดทิ้งของลินดาได้บ้าง ถึงแม้ว่าอาการของเธอจะมาจากความฝังใจในอดีตซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับปัจจุบันเลยก็ตาม... อารมณ์อ่อนไหวต่างๆ ที่มีสาเหตุมาจากความฝังใจเก่าๆ นั้น แม้จะแก้ไขยาก แต่ก็พอทำได้... โดยการทำการบำบัดส่วนตัว ซึ่งต้องใช้เวลาไม่น้อย และอาจสำเร็จแค่บางส่วนเท่านั้น... ตาราจิตวิทยาว่าไว้...

“ลินดาคะ คุณต้องทำความเข้าใจอารมณ์อ่อนไหวกลัวการถูกทอดทิ้งของตัวเองให้ได้นะคะ ต้องพยายามหยุดมัน” หมอบอกกับฝ่ายหญิง ก่อนจะหันไปที่อีกฝ่าย... “ส่วนคุณ… แมน… คุณสามารถช่วยให้ลินดาเปลี่ยนตัวเองได้สำเร็จ ให้เธอรู้สึกปลอดภัยและมั่นคงในอารมณ์ยิ่งขึ้น... คุณทำมันได้โดยที่ไม่ต้องรู้สึกว่าถูกเธอควบคุม” แมนรับฟังเงียบๆ... ในใจคิดว่าจะลองทำดู (ก็ได้ฟระ)

“มีอะไรไหมที่คิดว่าถ้าแมนทำแล้ว จะช่วยให้คุณรู้สึกอบอุ่นปลอดภัยขึ้น?” หมอถามเธอตรงๆ

“เขาต้องสนใจฉันมากกว่านี้” คือคำตอบจากใจจริงของผู้เป็นภรรยา ฟังดูมันกว้างเกินไป... หมอจึงค่อยๆ ตะล่อม พูดคุยกันอีกพักใหญ่... ในที่สุด ลินดาก็เปิดใจว่าเวลาที่ทั้งสองคนอยู่ในวงเพื่อนฝูงหรือในงานปาร์ตี้อะไรสักแห่ง มันจะช่วยเธอได้มากเลยถ้าแมนแตะต้องเธอเป็นครั้งคราว อาจแตะที่แขน หรือไหล่ เพื่อให้รับรู้ว่าถึงแม้เขากำลังสนทนากับคนอื่นอย่างออกรสชาด เขาก็ไม่ได้ลืมเธอ... ลินดาและแมนตกลงกันได้ว่า นับแต่นี้ต่อไป ทั้งคู่จะส่งสันญาณลับต่อกันเสมอๆ... เธอจะบีบมือสามีเบาๆ เมื่อรู้สึกว่าเริ่มไม่มีตัวตนสำหรับเขา แล้วแมนก็จะพยายามนำเธอเข้าสู่วงสนทนา ชวนเธอคุยกับคนในกลุ่มให้มากขึ้น... อืมห์... เทคนิคนี้ น่าสนใจทีเดียวแฮะ...


ส่วนประเด็นอื่นที่ทำให้จิตใจขุ่นมัว เช่น เบื่อสภาพบ้านรกรุงรัง เลอะเทอะ... ก็ไม่ควรตำหนิจนเสียความรู้สึก อาจพูดกันดีๆ ว่า “คุณช่วยจัดเก็บบ้านให้สะอาดตาก่อนที่ผมจะมาถึงนะครับ คนดี” จากนั้น ก็แค่โทรศัพท์มาถามไถ่สักนิดว่าต้องการอะไรเพิ่มเพื่อตกแต่งบ้านบ้างไหม? ที่เธอโปรดเป็นพิเศษ จะได้หาซื้อมาฝาก... แล้วทุกอย่างจะเรียบร้อย... ดังปรารถนา!!

หรือบางครั้ง เจอปัญหาว่าปฏิเสธคนอื่นไม่เป็นเลย... เช่นนี้ อาจจะช่วยด้วยการเตือนสติให้คิดหน้าคิดหลังให้ดีเสียก่อนตกปากรับคำใคร... แล้วให้รางวัล... ทำให้รู้ไปเลยว่า “เขา” จะไม่เสียใจเลยที่ปฏิเสธคำขอร้องของคนอื่น


ปัญหาทุกอย่าง ย่อมมีทางออกให้เลือกหลายทางเสมอ... การยอมจำนนต่อปัญหา จะกลายเป็นความเครียดไปในที่สุด, การรับมือกับปัญหาด้วยการนิ่ง ก็อาจมิใช่ทางออกที่ดีเสมอไป... ส่วนการโวยวายนั้นเล่า มีแต่จะทำให้เรื่องราวหนักข้อกว่าเก่า... เลือกจัดการกับปัญหาอย่างมีสติเถิด... และขอให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดีทุกคู่... ทุกคน... เทอญ... สาธุ


14 ความคิดเห็น:

  1. ทั้งเขาและเธอ ต้องวาง "ทิฐิ"ลง แล้วหันหน้าเข้าหากันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย ถามไถ่กันอย่างให้เกียรติกันและกัน ชีวิตคูจะไม่มีวันพรากจากกันแน่นอนแน่นอน
    รักเอย รักนั้นงดงาม บริสุทธิ์ อ่อนหวาน ไม่ไชความผิดของความรักหรอกจะบอกให้
    ผิดที่ใจอันมากด้วย"ทิฐิ" ของทั้งคู่ต่างหาก อย่าให้มี "ปราการแห่งทฺิฐิ" มากางกั้นแค่นั้นพอ

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. แน่ใจ๋?... ว่ากันตามจริงแล้ว ใช่เพียงทิฐิเท่านั้นดอกหนา ที่ทำลายชีวิตคู่... ยังมีสงครามเอย... ความเจ็บป่วยงี้... มือที่สาม สี่ ห้า ฯลฯ ก็ใช่... ปัญหาเศรษฐกิจ การเมือง ก็มีส่วน... กรรม!... สรรพสิ่งล้วนไม่เที่ยงหนอ... จริงๆ เล้ย... เง้อๆ...

      ลบ
  2. อ่านละเอียดแล้วครับ ได้อรรถรสครบมูล ครับถ้ามีการเปิดอกคุยกันดีๆ หาข้อยุติให้ลงตัว ทุกอย่างก็ไม่เป็นอุปสรรคหรอกครับ ถ้าพร้อมที่จะช่วยกันแก้ไข ถ้าเอาแต่ใจตนเองก็เรียบร้อยแยกทางกันแน่ครับๆ

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. คุณ... ได้เทคนิคอะไรไปใช้ประโยชน์บ้างหรือเปล่าน้อ... ฝุ่นดิน...

      ลบ
  3. ดีมากเลยค่ะยาย วิธีแก้ปัญหาและช่วยประคองชีวิตคู่ที่ดีที่สุดคือการพูดคุยและการเข้าใจซึ่งกันและกันค่ะ

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. จ้า... เก็ตแระ... ต่อไปคงมิมีปัญหาใดๆ เนอะ... นู๋นัท... :)

      ลบ
  4. ไม่ระบุชื่อ21 ตุลาคม 2555 เวลา 07:34

    เรื่องความรักของครอบคัวนั้นผู้ที่จะแนะนำแนวทางได้ดี คงเป็นผู้ที่มีประสบการณ์โดยตรงเพราะเขาจะมีเกร็ดต่างๆ หรือวิธีการที่จะทำให้ครอบครัวเป็นสุข ซึ่งบางอย่างบางคู่อาจมองข้ามไป อย่าละเลย เลยนะไม่ต้องอายที่จะทำ(ฐิถิ)จากการอ่านเรื่องนี้ข้าพเจ้าได้เก็บอะไรหลายอย่างเพื่อจะได้เอาไปใช้ประโยชน์ ไม่จำเป็นว่าจะต้องเอาไปใช้ในการครองคู่ให้ยาวนานอย่างที่เขาปรารถนากัน เพราะความรักนั้นมิได้มีแต่สามี ภรรยา เท่านั้น การใส่ใจ การเข้าใจซึ่งกันและกันกับเพื่อนมนุษย์.มันทำให้เรามีความสุขได้..นิรันดร์
    ขอขอบพระคุณผู้เขียนที่ใจดีได้นำสิ่งดีๆมาแชร์ ^pmp^

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. อย่าเลย... นักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์... พวกเค้าก็ปุถุชนอย่างเราๆ นี่แหละ... บางคนก็โดนมรสุมชีวิตกระหน่ำครอบครัวตัวเองเหมือนกัน... เห่อๆๆ
      ได้ข้อคิดดีๆ ก็สรุปแล้วทำชี้ตแจกเพิ่ลๆ บ้างเน้อ... อิอิ

      ลบ
    2. ไม่ระบุชื่อ21 ตุลาคม 2555 เวลา 20:37

      "รู้ดีนักแก".."เคยละหรอ".."พูดยังกะเคยมี." "ตรูอยากให้เมิงมีมั่ง
      จะได้รู้" " แม๋ๆ ยัยศิราณีประจำรุ่น" และถ้าเอาชี้ตไปแจกอีก คงได้ฟังคำพูดขำๆ ให้ได้หัวเราะกันครืน ไงก็คงเมมโมรี่ไว้..และนำไปใช้ประโยชน์ ถึงแม้ว่าจะมีแต่ทฤษฎี แต่ไม่ผ่านภาคปฏิบติก็ตาม กร๊ากส์
      เล่าให้ผู้เขียนฟังเล่นๆค่ะ แต่ที่เล่าน่ะเรื่องจริงทั้งหมด ขอยืนยันค่ะ
      จะคอยเก็บเกร็ดต่างๆต่อไป.. ขอบพระคุณค่ะ /kon.chon

      ลบ
  5. เป็นกรรมลิขิต..หากชีวิตคู่มิได้เร่ิมต้น จากการได้ศึกษากันและกัน ก่อนจะได้มาอาศัยชีวิตคู่ร่วมกัน ย่อมมีแต่เร่ืองท่ี่ต้องใช้ความพยายาม ในการจะอยู่ร่วมกันให้จงได้ เฮ้อ!!! คงต้องเร่ิมต้นเหมือนก่อนแต่งงาน ศึกษา ปรับตัว หากไปไม่ไหว ก็ช่างหัวมันแล้ว กรรมถูกลิขิต...

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. อูย... บางคู่นะ อยู่กินก่อนแต่งเพื่อศึกษานิสัยใจคอซะตั้งนานหลายนาน... ที่สุดก็ไปมะรอด... อาจเพราะฝืนตัวเองต่อไปไม่ไหว หรืออาจเพราะไม่สามารถมองข้ามข้อด้อยของอีกฝ่ายได้... คิดว่าตัวเองดีที่สุด-ไม่เหมาะกะคนพรรค์นี้ต่อไปแระ... ๕๕+ เหมือนพระเจ้าเล่นตลกกะชีวิตคู่... เง้อ...

      ลบ

เมื่ออ่านจบแล้ว เมนต์หน่อยดีมั้ย? อะไรก็ได้ที่อยากให้ฉันได้รับรู้... จากคุณ!